การทำบายศรีโดยนักปราชญ์โบราณ

พิธีบายศรีนั้นเป็นประเพณีโบราณที่สืบทอดกันมาช้านนาน ซึ่งการทำพิธีนี้เองก็มีความเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาของผู้เข้าร่วมพิธีนั่นเอง โดยที่มีความเชื่อกันว่าคนที่ทำบายศรีได้นั้นจะต้องเป็นคนที่มีปัญญา เป็นคนที่มีความตั้งใจจริง พิธีจริงจะสำเร็จลุล่วงเป็นผลดีได้ทั้งปวง เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าบายศรีมีครูแรง หลาย ๆ คนจึงกลัวว่าการทำบายศรีอาจจะเกิดสิ่งไม่ดีแก่ตนได้ โดยที่เชื่อกันว่าหากใครไม่ได้ทำการครอบครูก็จะมีสิ่งอัปรีย์มากินหากทำบายศรีเหล่านี้โดยไม่ได้รับอนุญาติจากครูก่อน จึงมีน้อยคนนักที่มักจะสามารถทำพิธีบายศรีได้ คงเป็นเพราะผู้หลักผู้ใหญ่อยากจะสั่งสอนคนรุ่นใหม่ให้สืบทอดวัฒนธรรมเหล่านี้อย่างจริงจัง ไม่ทิ้งขว้างและตั้งใจจริงนั่นเอง

บายศรี-15gif

ส่วนการทำบายศรีในโบราณ โดยนักปราชญ์ที่เคยมีการทำสืบ ๆ กันมา ซึ่งมีด้วยกันอยู่ 2 วิธี ดังนี้

วิธีที่ 1 เป็นพิธีบายศรีทางพุทธศาสนา ซึ่งจะมีการนิมนต์พระสงค์ 4 รูป มีการรับศีลรับพรต่าง ๆและพรมน้ำมนต์รับมนต์ในตอนท้าย

วิธีที่ 2  มีการตั้งเครื่องบูชาพานบายศรี โดยมักมีการทำตามประเพณีนิยม โดยมีข้าวสาร กล้วย ขนม ธูปข้าวต้ม เทียน ผ้าแพรวา ยอดอ้อย เทียนรอบหัวและเท่าตัว ยอดกล้วย ฝ้ายผูกแขน ด้ายขาวในขันโตก ขันทองเหลืองและถ้าเป็นการสู่ขวัญคนก็มักจะมีเครื่องสำอางค์อยู่ด้วย

ในส่วนของการทำบายศรีก็นิยมมีอยู่ 2 แบบ คือ

  1. บายศรีหลัก มักนิยมในการใช้ในพิธีทั่วๆ ไป อย่างงานมงคลต่าง ๆ เช่น ทำขวัยผู้ใหญ่ ทำขวัญเมื่อมีแขกมาเยี่ยมบ้านเป็นต้น
  2. บายศรีปากชาม มักจะใช้บายศรีประเภทนี้กับพิธีใหญ่ ๆ อย่างการไหว้ศาลหลัดเมือง การไหว้บูชาเจ้าที่เจ้าทาง พิธีไหว้ครู เป็นต้น ในสมัยโบราณมักจะทำบายศรีกันในพิธีสำคัญ ๆ เท่านั้น โดยบายศรีนั้นก็ได้มีการปรับปรุงมาเรื่อย ๆ รวมถึงจำนวนชั้นของบายศรีด้วย ที่ต้องการทำให้เหมาะกับเทวดาที่ต้องการจะบูชานั่นเอง

           โดยเราสามารถเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนในบทความบทนี้ว่าบายศรีนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ในสมัยโบราณซึ่งก็จะมีปราชญ์ผู้เรืองด้วยปัญญาทำพิธีอยู่ด้วยกันสองแบบดังที่กล่าวไปแล้ว ซึ่งปัจจุบันบายศรีก็ถูกปรับปรุงให้เหมาะสมกับยุคสมัยไปเรื่อย ๆ อย่างการปรับจำนวนชั้นต่าง ๆ เพื่อบูชาเทวดาคนละองค์ แต่ไม่ว่าประเพณีบายศรีนั้นจะถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราก็ยังรักษาประเพณีที่สวยงามอย่างประเพณีบายศรเหล่านี้ให้คงอยู่ตลอดไป และคงไว้ซึ่งคติธรรมอันดีงามนี้ให้สืบต่อไปในอนาคตด้วย

สิ่งควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพิธีบายศรี

  1. วันเวลาที่เหมาะสมในการทำพิธีสู่ขวัญ การที่จะพิธีสู่ขวัญนั้นใช่ว่าจะทำได้โดยเลือกวันเวลาใดก็ได้ การเลือกวันเวลาในการทำพิธีต้องเป็นวันเวลาที่เป็นมงคล สิ่งที่ควรจะรู้ในเบื้องต้นของวันเวลาที่ควรทำพิธีเลย คือ พิธีสู่ขวัญจะไม่นิยมในการทำพิธีในวันเดือนดับหรือวันจมซึ่งก็คือวันข้างแรมนั่นเอง ส่วนวันอื่นที่นอกจากวันเหล่านี้ก็ไม่เป็นที่ห้าม สามารถทำพิธีสู่ขวัญกันได้ โดยส่วนใหญ่แล้วเวลาในการทำพิธีสู่ขวัญนี้ก็มักจะทำกันในตอนกลางวัน แต่จะยังสังเกตบางพิธีทำในตอนเย็นหรือกลางคืน ดังนั้นเรื่องของเวลาจึงไม่ต้องเคร่งมากนักว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนดี แค่ควรเลือกเวลาในหมวดของฤกษ์งามยามดี แล้วถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด และในทางที่เหมาะสมควรมีการปรึกษาพ่อพราหมณ์ในเรื่องการหาฤกษ์ที่เหมาะสมจะดีที่สุด
  2. บุพกิจที่สำคัญที่ควรจะทำก่อนพิธีสู่ขวัญ

โดยก่อนที่จะเริ่มพิธีสู่ขวัญ ผู้สู่ขวัญนั้นจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

  1. ทำการเชิญผู้รับการสู่ขวัญ เพื่อจุดธูปเทียน
  2. ถ้ามีพระอยู่ในพิธีนั้น ให้ทำการกราบพระเพื่อทำการขอโอกาสก่อนจะทำการสูตรขวัญ
  3. ตอนสูตรขวัญให้เริ่มจับตัวหรือเสื้อผ้าหรืออะไรก็ได้ต่อกันเป็นทอด ๆ โดยผู้รับขวัญทำการแตะพานบายศรีอยู่ หรือถ้ามีด้ายมงคลก็ให้ขึงด้ายมงคลจากผู้รับขวัญไปสู่ตัวญาติ ๆ ส่วนถ้านอกเหนือจากการสูตรขวัญแล้วก็ไม่ต้องมีการจับเป็นทอด ๆ กันแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นการพนมมือแทน โดยมือขวาแตะพานบายศรีเอาไว้
  4. เมื่อเริ่มสูตรขวัญก็บอกให้ทุกคนพนมมือไว้ก่อน แล้วเมื่อถึงคำว่า ศรี ศรี ก็ให้จับพานบายศรีได้
  5. พ่อพราหมณ์จะทำการพรหมน้ำมนต์

การรู้การทำพิธีคร่าว ๆ แบบวงกว้างก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจพิธีสู่ขวัญนี้ได้อย่างค่อนข้างครบถ้วน แต่การที่เราได้รู้ถึงสิ่งควรรู้เพิ่มเติมในการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญจะช่วยให้เราสามารถทำพิธีบายศรีสู่ขวัญได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

บายศรีคืออะไร

ประชาชนในประเทศไทยนี้ไม่น้อยนักที่มักจะเคยได้ยินหรือได้คุ้นเคยกับบายศรี แต่ก็อาจจะยังไม่ได้รู้ลึกถึงรายละเอียดกันมากนัก กันดีกว่า ว่าบายศรีคืออะไร

บายศรีเป็นภูมิปัญญาไทยมากันช้านานแล้ว โดยบายศรีนั้นมีความหมายที่ดี ผู้คนเลยนิยมให้มีบายศรีไว้ในงานมงคลต่าง ๆ บายศรีจึกมักถือว่าเป็นของสูงแม่แต่โบราณกาลแล้ว บายศรีส่วนใหญ่จึงมีจุดประสงค์ในการเพิ่มขวัญกำลังใจ เราจึงมักเห็นบายศรีตามงานมงคลต่าง ๆ เช่น การทำขวัญข้าว การบรวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์

บายศรี

โดยในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.2542 ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “บายศรี” ว่าหมายถึงเครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญ ซึ่งทำด้วยใบตองรูปคล้ายกระทงเป็นชั้นๆ มีขนาดใหญ่เล็กสอบขึ้นไปตามลำดับ เป็น 3 ชั้น ,5 ชั้น , 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น โดยจะมีเสาปักตรงกลางเป็นแกน มีเครื่องสังเวยอยู่ในบายศรีและมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอดบายศรี  ซึ่งคำว่าบายศรี นั้นเกิดมาจากคำสองคำรวมกันคือว่า บาย  ซึ่งเป็นภาษาเขมรมีความหมายว่า ข้าว ส่วนคำว่า ศรี ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า  มิ่งขวัญหรือสิริมงคล  เมื่อรวมความหมายเข้าด้วยกันแล้ว บายศรี จึงมีความหมายว่า ข้าวขวัญหรือข้าวที่มีสิริมงคล เราจึงมักจะสังเกตุเห็นได้ว่า บายศรี มักจะมีข้าวสุกเป็นส่วนประกอบอยู่เสมอ แต่ถ้าโดยทั่วไปแล้วผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงว่า บายศรี คือ ภาชนะที่มีการตกแต่งให้มีความสวยงามเป็นด้วยใบตองที่มีการทำเป็นกระทง หรือจะใช้พานเงิน พานทองแล้วก็ตกแต่งด้วยดอกไม้สำหรับเป็นสำรับใส่อาหารในพิธีสังเวยบูชาและพิธีทำขวัญต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เราอาจไม่ได้เห็น บายศรี แค่เพียงงานมงคลเท่านั้น แต่เรายังสามารถเห็น บายศรี ในพิธีที่ไม่มงคล เช่น การสู่ขวัญคนป่วย การสู่ขวัญอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นการใช้บายศรีเหล่านี้เพื่อเป็นจุดประสงค์ในการสร้างขวัญกำลังใจให้นั่นเอง

แม้ว่าโลกของเราจะพัฒนาไปกันอย่างต่อเนื่อง แต่เรายังพบเห็นบายศรีต่าง ๆ ในงานมงคลอยู่ทั่วไป น่าอุ่นใจไม่น้อยนักที่ประเพณีอันดีงามของไทยเหล่านี้ยังคงมีอยู่ แต่แม้จะมีบายศรีให้เห็นตามงานมงคลไปทั่วก็ยังสร้างความน่าเป็นห่วงให้แก่บายศรีไม่น้อยเลยทีเดียวที่ปัจจุบันนั้นแทบหาคนที่สามารถทำบายศรีเป็นได้ค่อนข้างยากยิ่งนัก บายศรี เป็นประเพณีของไทยที่น่าอนุรักษ์ รักษาไว้ไม่ให้สูญหาย ควรจะมีการรักษาประเพณีที่น่านับถือและสวยงามเยี่ยงนี้ไว้ให้ลูกหลานของเราได้เห็นกันสืบไป ช่างน่าเสียดายไม่น้อยถ้าบายศรีนี้จะต้องหายไปในอนาคต