สิ่งควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพิธีบายศรี

  1. วันเวลาที่เหมาะสมในการทำพิธีสู่ขวัญ การที่จะพิธีสู่ขวัญนั้นใช่ว่าจะทำได้โดยเลือกวันเวลาใดก็ได้ การเลือกวันเวลาในการทำพิธีต้องเป็นวันเวลาที่เป็นมงคล สิ่งที่ควรจะรู้ในเบื้องต้นของวันเวลาที่ควรทำพิธีเลย คือ พิธีสู่ขวัญจะไม่นิยมในการทำพิธีในวันเดือนดับหรือวันจมซึ่งก็คือวันข้างแรมนั่นเอง ส่วนวันอื่นที่นอกจากวันเหล่านี้ก็ไม่เป็นที่ห้าม สามารถทำพิธีสู่ขวัญกันได้ โดยส่วนใหญ่แล้วเวลาในการทำพิธีสู่ขวัญนี้ก็มักจะทำกันในตอนกลางวัน แต่จะยังสังเกตบางพิธีทำในตอนเย็นหรือกลางคืน ดังนั้นเรื่องของเวลาจึงไม่ต้องเคร่งมากนักว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนดี แค่ควรเลือกเวลาในหมวดของฤกษ์งามยามดี แล้วถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด และในทางที่เหมาะสมควรมีการปรึกษาพ่อพราหมณ์ในเรื่องการหาฤกษ์ที่เหมาะสมจะดีที่สุด
  2. บุพกิจที่สำคัญที่ควรจะทำก่อนพิธีสู่ขวัญ

โดยก่อนที่จะเริ่มพิธีสู่ขวัญ ผู้สู่ขวัญนั้นจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

  1. ทำการเชิญผู้รับการสู่ขวัญ เพื่อจุดธูปเทียน
  2. ถ้ามีพระอยู่ในพิธีนั้น ให้ทำการกราบพระเพื่อทำการขอโอกาสก่อนจะทำการสูตรขวัญ
  3. ตอนสูตรขวัญให้เริ่มจับตัวหรือเสื้อผ้าหรืออะไรก็ได้ต่อกันเป็นทอด ๆ โดยผู้รับขวัญทำการแตะพานบายศรีอยู่ หรือถ้ามีด้ายมงคลก็ให้ขึงด้ายมงคลจากผู้รับขวัญไปสู่ตัวญาติ ๆ ส่วนถ้านอกเหนือจากการสูตรขวัญแล้วก็ไม่ต้องมีการจับเป็นทอด ๆ กันแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นการพนมมือแทน โดยมือขวาแตะพานบายศรีเอาไว้
  4. เมื่อเริ่มสูตรขวัญก็บอกให้ทุกคนพนมมือไว้ก่อน แล้วเมื่อถึงคำว่า ศรี ศรี ก็ให้จับพานบายศรีได้
  5. พ่อพราหมณ์จะทำการพรหมน้ำมนต์

การรู้การทำพิธีคร่าว ๆ แบบวงกว้างก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจพิธีสู่ขวัญนี้ได้อย่างค่อนข้างครบถ้วน แต่การที่เราได้รู้ถึงสิ่งควรรู้เพิ่มเติมในการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญจะช่วยให้เราสามารถทำพิธีบายศรีสู่ขวัญได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ประเพณีเตียวขึ้นดอย

ประเพณีเตียวขึ้นดอย

อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย    และวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จัดในช่วงวันวิสาขบูชา

%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2

งานไหว้สาป๋าระมี   พระบรมธาตุดอยสุเทพ   ถวายน้ำสรงพระราชทาน   สืบสานประเพณีเตียวขึ้นดอย   เพื่อสืบสานประเพณีล้านนา   และถวายเป็นพระราชกุศล   จัดในวันวิสาขบูชาของทุกปี  กลางคืนก่อนวันวิสาขบูชา   ชาวเชียงใหม่จากทุกอำเภอและร่วมกันจัดขบวนแห่   อัญเชิญน้ำสรงพระราชทานเดินทางจากบริเวณลานอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร  ระยะทาง 11 กิโลเมตร   โดยพิธีฉลองและสมโภชน้ำสรงพระราชทานและพระบรมสารีริกธาตุ  จะจัดที่วัดโลกโมฬี  แล้วจะอัญเชิญน้ำสรงพระราชทานจากวัดโลกโมฬีไปเลี้ยงยังลานอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยเพื่อเริ่มพิธีและจัดขบวนแห่   งานนี้จัดเป็นประเพณีมาตั้งแต่สมัยโบราณล้านนารู้ความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง   ซึ่งเชื่อกันว่าผู้ที่เข้าร่วมเดินขึ้นดอยเพื่อไปร่วมเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุในวันวิสาขบูชาจะได้รับอนุสงค์แรงกล้า

โดยในคืนก่อนวันวิสาขบูชามีประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวนับหมื่นคน  เนืองแน่นเต็มหน้าลานบริเวณอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยเพื่อขึ้นไปสรงน้ำพระธาตุดอยสุเทพ  และทำบุญตักบาตรในช่วงเช้าตรู่  ตามประเพณีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ในคืนก่อนวันวิสาขบูชาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 เพื่อนมัสการพระธาตุดอยสุเทพซึ่งเป็นประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเจดีย์   พุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมรวมจิต  ทำจิตบริสุทธิ์  เดินเท้าขึ้นสักการะพระบรมธาตุดอยสุเทพ  บูชาด้วยการประพฤติดี  ปฏิบัติดี   อันคุณงามความดีจะส่งผลถึงตัวท่าน

ซึ่งการสืบสารประเพณีนี้ ส่งผลให้เกิดการเผยแพร่ในหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือเรียกชื่อย่ออีกอย่างหนึ่งว่า มช. จากคำบอกเล่าพบว่าริเริ่มกันตั้งแต่รุ่นแรก จนกระทั่งประเพณีไหว้สาป๋าระมีเป็นประเพณีที่ทำให้เกิด ประเพณีรับน้องขึ้นดอยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  โดยเป็นการนำน้องใหม่ชั้นปีที่ 1 เดินขึ้นดอยเพื่อไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ และยังเป็นประเพณีที่ทำให้รุ่นพี่ รุ่นน้อง ตั้งแต่ที่จบการศึกษาไปแล้วจนถึงรุ่งปัจจุบันได้ชักชวนกันกลับมา พบปะพูดคุยกันอีกครั้ง นอกจากจะเป็นประเพณีที่ดีงามแล้ว ยังเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นมากจริงๆ อีกทั้งยังก่อให้เกิดขวัญและความเป็นสิริมงคลแก่ช้างเชือกใหม่ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีกด้วย

จบกันไปแล้ว สำหรับอีก 1 ประเพณีที่ดีงามและทรงคุณค่าเหล่านี้ หากท่านใดที่สนใจแวะเวียนก็สามารถขึ้นไปตามช่วงเวลาดังกล่าวได้เลย รับประกันว่านอกจากจะอิ่มบุญแล้ว ยังได้สืบสานประเพณีล้านนาที่มีมาแต่โบราณ

 

บายศรีคืออะไร

ประชาชนในประเทศไทยนี้ไม่น้อยนักที่มักจะเคยได้ยินหรือได้คุ้นเคยกับบายศรี แต่ก็อาจจะยังไม่ได้รู้ลึกถึงรายละเอียดกันมากนัก กันดีกว่า ว่าบายศรีคืออะไร

บายศรีเป็นภูมิปัญญาไทยมากันช้านานแล้ว โดยบายศรีนั้นมีความหมายที่ดี ผู้คนเลยนิยมให้มีบายศรีไว้ในงานมงคลต่าง ๆ บายศรีจึกมักถือว่าเป็นของสูงแม่แต่โบราณกาลแล้ว บายศรีส่วนใหญ่จึงมีจุดประสงค์ในการเพิ่มขวัญกำลังใจ เราจึงมักเห็นบายศรีตามงานมงคลต่าง ๆ เช่น การทำขวัญข้าว การบรวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์

บายศรี

โดยในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.2542 ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “บายศรี” ว่าหมายถึงเครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญ ซึ่งทำด้วยใบตองรูปคล้ายกระทงเป็นชั้นๆ มีขนาดใหญ่เล็กสอบขึ้นไปตามลำดับ เป็น 3 ชั้น ,5 ชั้น , 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น โดยจะมีเสาปักตรงกลางเป็นแกน มีเครื่องสังเวยอยู่ในบายศรีและมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอดบายศรี  ซึ่งคำว่าบายศรี นั้นเกิดมาจากคำสองคำรวมกันคือว่า บาย  ซึ่งเป็นภาษาเขมรมีความหมายว่า ข้าว ส่วนคำว่า ศรี ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า  มิ่งขวัญหรือสิริมงคล  เมื่อรวมความหมายเข้าด้วยกันแล้ว บายศรี จึงมีความหมายว่า ข้าวขวัญหรือข้าวที่มีสิริมงคล เราจึงมักจะสังเกตุเห็นได้ว่า บายศรี มักจะมีข้าวสุกเป็นส่วนประกอบอยู่เสมอ แต่ถ้าโดยทั่วไปแล้วผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงว่า บายศรี คือ ภาชนะที่มีการตกแต่งให้มีความสวยงามเป็นด้วยใบตองที่มีการทำเป็นกระทง หรือจะใช้พานเงิน พานทองแล้วก็ตกแต่งด้วยดอกไม้สำหรับเป็นสำรับใส่อาหารในพิธีสังเวยบูชาและพิธีทำขวัญต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เราอาจไม่ได้เห็น บายศรี แค่เพียงงานมงคลเท่านั้น แต่เรายังสามารถเห็น บายศรี ในพิธีที่ไม่มงคล เช่น การสู่ขวัญคนป่วย การสู่ขวัญอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นการใช้บายศรีเหล่านี้เพื่อเป็นจุดประสงค์ในการสร้างขวัญกำลังใจให้นั่นเอง

แม้ว่าโลกของเราจะพัฒนาไปกันอย่างต่อเนื่อง แต่เรายังพบเห็นบายศรีต่าง ๆ ในงานมงคลอยู่ทั่วไป น่าอุ่นใจไม่น้อยนักที่ประเพณีอันดีงามของไทยเหล่านี้ยังคงมีอยู่ แต่แม้จะมีบายศรีให้เห็นตามงานมงคลไปทั่วก็ยังสร้างความน่าเป็นห่วงให้แก่บายศรีไม่น้อยเลยทีเดียวที่ปัจจุบันนั้นแทบหาคนที่สามารถทำบายศรีเป็นได้ค่อนข้างยากยิ่งนัก บายศรี เป็นประเพณีของไทยที่น่าอนุรักษ์ รักษาไว้ไม่ให้สูญหาย ควรจะมีการรักษาประเพณีที่น่านับถือและสวยงามเยี่ยงนี้ไว้ให้ลูกหลานของเราได้เห็นกันสืบไป ช่างน่าเสียดายไม่น้อยถ้าบายศรีนี้จะต้องหายไปในอนาคต